บทที่ 5 กลอนแทนใจ

ตอนที่ 5 กลอนแทนใจ

วันต่อมายามบ่าย

แสงอาทิตย์อ่อนคล้อยลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ของเรือนศึกษาภายในจวนกั๋วกง กลิ่นหมึกและกระดาษเซวียนยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ

เจินอิ่งหลัวยืนอยู่เบื้องหน้าหานอวิ๋นเฉิงหลังจากเรียนตำราเสร็จ

นางสูดลมหายใจลึก ก่อนจะรวบรวมความกล้า ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งออกไปด้วยสองมืออย่างนอบน้อม

ริมฝีปากบางเผยรอยยิ้มบางเบา แฝงความเขินอายที่พยายามซุกซ่อนไว้ใต้กิริยาสงบเสงี่ยม

“ท่านอาจารย์ ศิษย์...แต่งกลอนบทหนึ่งเจ้าค่ะ”นางเอ่ยเสียงเบา

หานอวิ๋นเฉิงละสายตาจากตำราที่กำลังอ่านอยู่ เขามองกระดาษในมือของนางครู่หนึ่ง ก่อนจะรับมาอย่างเรียบเฉย สีหน้าคมสงบนิ่งแทบไม่เผยอารมณ์ใด

ดวงตาสีดำลุ่มลึกกวาดอ่านข้อความบรรทัดแรก

(ใต้แสงจันทร์ ข้าขอเคียงท่าน)

ท่านดุจเมฆขาวบนยอดเขา

สูงเกินเอื้อมคว้าดั่งดาวไกล

ข้าเป็นเพียงหญ้าน้อยริมทางไป

ยังปรารถนาได้เคียงเงาท่าน

………

เขาไล่สายตาอ่านไปเนื้อความกลอนนั้นจนจบ ความหมายของมัน เป็นการเกี้ยวเขา...

ปลายนิ้วที่จับกระดาษแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ข้อนิ้วขาวซีดเล็กน้อย

เขาหลุบตาลงชั่วครู่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเงียบ ๆ

เหตุใดสตรีผู้นี้จึงไม่รู้จักถอยเสียทีเขาเคยปฏิเสธนางอย่างชัดเจนแล้ว บอกแล้วว่าระหว่างอาจารย์กับศิษย์ ไม่ควรมีความรู้สึกเช่นนี้

แต่ดูเหมือนนางกลับยิ่งเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม

เขาปิดเปลือกตาลงครู่หนึ่ง แล้วจึงเงยหน้ามองเด็กสาวตรงหน้า

อิ่งหลัวยืนตัวตรงอย่างเรียบร้อย แม้ใบหน้าจะขึ้นสีแดงเรื่อจนลามไปถึงใบหู แต่แววตากลับเป็นประกายสดใส เต็มไปด้วยความคาดหวัง นางใช้เวลาแต่งกลอนนี้อยู่หลายวันเพื่อเขา

นางเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความลุ้นระทึก นิ้วมือทั้งสองบิดชายแขนเสื้อเบา ๆ อย่างคนประหม่า

“กลอนนี้ เจ้าเขียนเองหรือ?”เสียงทุ้มของเขาเรียบนิ่ง

ทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น ดวงตาของอิ่งหลัวก็เปล่งประกายราวกับดวงดาว นางรีบพยักหน้าหลายครั้งจนปอยผมข้างแก้มไหวตาม“ใช่เจ้าค่ะ”นางก้มหน้าด้วยความเขิน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้า

จากนั้น นางยกมือทั้งสองขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ประกอบกันเป็นรูปหัวใจเล็ก ๆ ตรงหน้าอก

“หัวใจของข้า..เป็นของท่านแล้ว ท่านอาจารย์”นางหัวเราะเบา ๆ ดวงตาโค้งเป็นเสี้ยวจันทร์

พูดจบก็ประสานมือแนบอก ยิ้มกว้างอย่างปลาบปลื้ม ราวกับเพียงได้บอกรักก็ทำให้นางมีความสุขที่สุดในโลก

ภาพนั้นทำให้เส้นเอ็นบนขมับของหานอวิ๋นเฉิงกระตุกวูบ

เขาหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง

เด็กคนนี้ นอกจากไม่ละอายแล้ว ยังกล้าทำท่าประหลาดเช่นนี้ต่อหน้าเขาอีก หากผู้อื่นผ่านมาเห็นจะคิดเช่นไร เขาจ้องนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

อิ่งหลัวกลับยิ้มตอบอย่างไร้เดียงสา มิได้รู้เลยว่าผู้เป็นอาจารย์กำลังพยายามระงับอารมณ์เพียงใด สุดท้ายเขาจึงเอ่ยเสียงลอดไรฟันช้า ๆ

“ในเมื่อชอบแต่งกลอนถึงเพียงนี้ มิสู้แต่งให้ข้าอีกห้าบทเถิด”

คำกล่าวนั้นทำให้รอยยิ้มของนางหยุดชะงัก“หา?”แต่ไม่นานก็กลับมายิ้มกว้างกว่าเดิม“ย่อมได้เจ้าค่ะ!”

หานอวิ๋นเฉิงถอนหายใจเบา ๆเขาเดินไปยังโต๊ะหนังสือ จัดชายแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนหยิบพู่กันด้ามหนึ่งขึ้นมา ปลายพู่กันจุ่มหมึกสีดำสนิท

ทุกการเคลื่อนไหวของเขานิ่ง สุขุม และสง่างามดังเช่นทุกครั้ง อิ่งหลัวยืนมองอยู่ไม่ไกล พลางยิ้มกว้าง คิดว่าท่านอาจารย์คงกำลังเขียนคำชมหรือเลือกหัวข้อง่าย ๆ ให้นาง

แต่เมื่อกระดาษแผ่นแรกถูกวางลงตามด้วยแผ่นที่สอง แผ่นที่สาม แผ่นที่สี่และแผ่นที่ห้า รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ค่อย ๆ แข็งค้างหานอวิ๋นเฉิงยื่นกระดาษทั้งหมดให้นาง

“นี่คือหัวข้อ”

อิ่งหลัวรับมาอย่างเบามือเมื่อก้มลงอ่าน รอยยิ้มค่อย ๆ จางหายริมฝีปากอ้าค้างเล็กน้อยคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น

(เหตุใดบุปผาจึงไม่ควรผลิบานบนยอดเขาสูง)

(รักหนึ่งมิอาจครอบครอง เหตุใดใจยังยึดมั่น)

(กระเรียนขาวกับสายลม มิใช่คู่เคียง)

(น้ำไร้รูป ไฟไร้ใจ เหตุใดจึงมาบรรจบ)

(ตัดด้ายแดงอย่างไร เมื่อปลายด้ายยังผูกพัน)

อิ่งหลัวลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มือที่ถือกระดาษเริ่มสั่นเล็กน้อยใบหน้าซีดลงทีละนิดนางเงยหน้ามองผู้เป็นอาจารย์อย่างน่าสงสาร หัวข้อเหล่านี้ล้วนมีความหมายที่ตรงข้ามกับบทกลอนของนางที่ให้เขาเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

“ทะ ท่านอาจารย์ นี่มันยากไปหรือไม่เจ้าคะ”นางหัวเราะแห้ง ๆ พลางชี้นิ้วไปที่กระดาษ

หานอวิ๋นเฉิงมองนางเพียงครู่เดียว สีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย“ให้เวลาสามวัน”

เขาวางพู่กันลงบนแท่นอย่างแผ่วเบา ก่อนสะบัดชายอาภรณ์ยาว หมุนกายเดินออกจากเรือนศึกษาอย่างสง่างาม

เหลือเพียงอิ่งหลัวที่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่สายลมอ่อนพัดให้กระดาษในมือไหวพลิ้วนางก้มลงมองหัวข้อทั้งห้าอีกครั้ง ก่อนย่นจมูกอย่างหมดแรง

หญิงสาวถอนหายใจยาว สีหน้าราวกับคนหมดอาลัยตายอยาก

“ให้ตายเถิด ข้าจะไม่แต่งกลอนให้ท่านอีกแล้ว”


สามวันต่อมา อิ่งหลัวนำบทกลอนทั้งห้าบทมาส่งให้หานอวิ๋นเฉิงด้วยสองมือที่ประคองแผ่นกระดาษเซวียนไว้อย่างทะนุถนอม ดวงตาคู่สวยมีรอยหมองคล้ำเห็นได้ชัดจากการอดหลับอดนอนหลายคืน เปลือกตาหนักอึ้งราวกับเพียงหลับตาลงก็จะผล็อยหลับได้ทันที หลายคืนที่ผ่านมา นางนอนหลับไม่สนิท

บางครั้งสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกเพราะจู่ ๆ ก็คิดวรรคกลอนได้หนึ่งบรรทัด จึงรีบจุดตะเกียง คว้าพู่กันขึ้นมาเขียนต่อด้วยเกรงว่าหากชักช้า แรงบันดาลใจนั้นจะเลือนหายไปเสียก่อน

หานอวิ๋นเฉิงรับกระดาษมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ก่อนค่อย ๆ ไล่สายตาอ่านทีละหน้าอย่างตั้งใจ นิ้วเรียวยาวพลิกกระดาษอย่างแผ่วเบา ดวงตาคมเข้มกวาดอ่านทุกถ้อยคำโดยไม่เร่งรีบ แม้สำนวนหลายแห่งจะยังไม่ตรงตามหลักการประพันธ์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเด็กสาวผู้นี้ทุ่มเทอย่างยิ่ง ความหมายที่สื่อออกมานั้นจริงใจและเต็มไปด้วยความพยายาม

เมื่ออ่านจบ เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอ่อนล้าของศิษย์สาว เห็นแววตาที่แม้จะเหนื่อยอ่อน แต่ยังเปี่ยมด้วยความคาดหวัง จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสุขุม

“ทำมันได้ดี”

เพียงคำสั้น ๆ นั้นก็ทำให้อิ่งหลัวเม้มริมฝีปากไว้ ก่อนรอยยิ้มบางเบาจะค่อย ๆ คลี่ออกอย่างโล่งใจ ไหล่ที่เกร็งมาตลอดหลายวันพลันผ่อนคลายลง

หานอวิ๋นเฉิงก้มมองบทกลอนในมืออีกครู่หนึ่ง สีหน้ายังคงสงบดังเดิม ทว่าในใจได้แต่หวังว่า การได้แต่งบทกลอนทั้งห้าบทครั้งนี้ จะทำให้นางค่อย ๆ ซึมซับความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใน และเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการสอนนั้น มีมากกว่าตัวอักษรบนหน้ากระดาษ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป